e-Commerce
วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยปี 2009 แบบไม่เกรงใจใคร
Submitted by pawoot on Mon, 11/01/2010 - 11:21ก่อนอื่น ขอบอก่อนครับว่าข้อความที่จะอ่านต่อจากนี้เป็น เกิดขึ้นตอนสติไม่ค่อยดีเท่าไร (มึนๆ นิดๆ) อาจจะมีภาษาอะไรไม่สุภาพบ้าง ก็ต้องขออภัยมา ณ. ที่นี่ด้วยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในคือวันที่ 11 มกราคม 2010 เวลา เทียงคืนนิดๆ เป็นข้อความที่รวมมาจาก Twitter ของผม อาจจะไม่ค่อยต่อเนื่องเท่าไร แต่ก็น่าจะพอได้อะไรบ้างครับ
Pawoot P.
มันเริ่มจาก ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่
ขอวิเคราะห์ เหตุการณ์ "ฝรั่งเศสเล็งเก็บภาษี เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ Google, Yahoo, Facebook " ผมเองรู้สึกและกำลังจับตามองเรื่องนี้มานานแล้วละครับ อย่างเหตการณ์ในปัจจุบัน เว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ในโลกหลายแห่ง กำลังสนุกสนานกับการสร้างรายได้อย่าง "มหาศาล" จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างมากมายในรูปแบบของ Long Tail คือหาโมเดลรายได้เก็บเงินนิดหน่อยๆ แต่เก็บจากคนทั่วโลก ก็สามารถทำให้เกิดรายได้มหาศาล โดยใช้โอกาสให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถชำระเงินผ่านออนไลน์ ผ่านบัตรเครดิตชำระตรงไปที่ บริษัทเแต่ละแห่งในประเทศนั้นๆ ได้เลย (บริษัทบางแห่งอาจจะมีการวางแผนการรับเงินโดย เปิดบริษัทในประเทศบางประเทศที่มีสิทธิทางด้านภาษี ทำให้เค้าสามารถ ได้ผลประโยชน์ทางด้านภาษีมาก) ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด จึงทำให้ปัญหาบางอย่าง เพราะการ "จ่ายเงินตรงและออกไปยังประเทศของบริษัทเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต" ทำให้ เว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่ต้อง "เสียภาษี" ให้กับรัฐบาลของหลายๆ ประเทศทั่วโลก เพราะการชำระเงินผ่านสามารถส่งผ่านอินเทอร์เน็ต ข้ามไปยังประเทศของเค้าเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลายๆ ประเทศมีการจ่ายเงินผ่านออกช่องทางออนไลน์ ไปยังประเทศที่บริษัทเว็บไซต์ใหญ่ ๆอยู่ อาจจะมีมูลค่าหลายร้อยล้านบาทหรือพันล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว นี้คือ "ความเสียเปรียบ ของประเทศที่เว็บไซต์ใหญ่ ๆหลายๆ แห่งไม่ได้มีบริษัทตั้งอยู่" เพราะ "การจ่ายเงินตรงออกไปยังประเทศที่บริษัททเว็บไซต์ใหญ่ๆ อยู่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือประโยชน์อะไรกับภาครัฐหรือประเทศที่เว็บไซต์นั้นไม่ได้ตั้งอยู่เลย" ประเทศเหล่านั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่าภาษีการจ้างคน ภาษีธุรกิจ ซักบาท เพราะบริษัทเว็บไซต์ใหญ่ๆ จะจ้างคนประเทศนั้นๆ ไปรวมอยู่ประเทศอื่นๆ ใกล้เคียงเอาไว้รวมกัน เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ และประหยัดค่าใช้จ่าย นีื้คือความได้ เปรียบของธุรกิจที่อยู่ในโลกออนไลน์ ที่สามารถ "กำหนดเส้นทางการเดินทางของเงินได้" ไม่ยาก โดยไม่ต้องเสียภาษีให้กับแต่ละประเทศ กลับมามองเมืองไทย ธุรกิจต่างๆ ของไทย "ใช้ความได้เปรียบด้านนี้ น้อยมากๆ" มีเพียงน้อยนิดของธุรกิจออนไลน์ที่ใช้ความได้เปรียบนี้ ส่วนใหญ่ เราจะเป็นผู้ "ซื้อ" มากกว่า ดังนั้นการผมเห็นข่าวของ รัฐบาลฝรั่งเศส จะออกมาเก็บภาษีกับเว็บใหญ่ๆ เช่น Google, Yahoo, Facebook ตามข่าวนี่ ผมเห็นด้วย 100%
วิธีการแก้ปัญหาของเรื่องนี้
ทางออกของวิธีการเก็บภาษี นี้ไม่ยากครับ คือ การผลักดันให้เว็บใหญ่ๆ เปิดสาขาในประเทศที่ไปเปิดให้บริการ กำหนดให้เค้ามีการรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศ เมื่อมีการกำหนดให้ มีการเกิดรับรายได้ผ่านสาขาในประเทศนั้นๆ ข้อดีคือ ประเทศนั้นๆ สามารถเก็บภาษีและสามารถช่วยเหลือสนับสนุนท้องถิ่นๆนั้นๆ ได้ แต่คำถามคือ เว็บใหญ่ๆ จะยอมหรือเปล่า?? คำตอบคือ "ยอม" หากภาครัฐ ออกกฏและเข้ามาดูตรงนี้อย่างชัดเจนอย่างที่ รัฐบาลฝรั่งเศสกำลังจะทำ (ขอให้ +1 สำหรับเค้า) หากเราไม่ทำวันนี้ ต่อๆไป เราจะเสียเปรียบและสูญเสียรายได้ปีนึงหลายพันล้านบาท จากการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ออกไปตรงๆ มีบริษัทเว็บไซต์ ตปท.หลายๆ บริษัทในปัจจุบันที่มีรายได้มหาศาลจากคนไทย แต่ไม่เคยเสียภาษีให้ประเทศไทยเลย เช่น Amazon, Ebay, Google, Yahoo การผลักดันให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้นเข้ามา ตั้ง office ในไทยช่วยอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เช่น การพัฒนาด้านคน, เทคโนโลยี, การได้ภาษีมาพัฒนาอุตสหกรรมด้านนี้ และอีกมาก ที่่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังทำได้.. อย่าไปยอมเค้าสิ โดยวิธีการ Block ปิด หรือหันไปสนับสนุน local web แทนครับ แบบที่หลายปท.ทำ มีคำถามเกิดขึ้นกันว่า หากเราทำแบบนี้แล้ว จะทำให้ผู้บริโภคคือผู้รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า? < ผมเชื่อว่ามันไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มาก เพราะโครงสร้างด้านราคามันมี Global Standard และ rate คุมเอาไว้อยู่
มองด้านดีของเรื่องนี้.!
แต่อย่ามองแต่ในด้านไม่ดีอย่างเดียวของปัญหานี้ เราก็ต้องมองอีกมุมด้วยว่า การจ่ายเงินออกไปเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่ ของต่างประเทศโดยตรง บางครั้งก็นำมาซื้อรายได้ให้กับผู้ประกอบการในประเทศด้วยเหมือนกัน เช่น คนไทยที่ค้าขายใน Ebay อยู่ก็ได้รายเพิ่มมากขึ้น, คนที่ไปลงโฆษณาออนไลน์ในเว็บไซต์ต่างๆ ก็ได้คนเข้ามามากขึ้นเช่นกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจ ผู้ประกอบการเหล่านี้ มักจะไม่มีการเสียภาษีให้กับภาครั ซึ่งหากมองมุมมองภาครัฐเราก็คงสูญเสียรายได้ไปบางส่วน ดังนั้นเราคงต้องมา เปรียบเทียบและวิเคราะห์ดูว่า สิ่งเราได้มา กับสิ่งเราเสียไป มันคุ้มกันหรือไม่ นี้คือสิ่งที่ น่าจะพลักดันให้ หน่วยงาน หรือองค์กรไหน หรือใครก็ได้ มาศึกษาและวิเคราะห์ตัวเลขดู น่าทำเน๊อะ
วิเคราะห์อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอย่างเปิดเผยดีกว่า
แต่สิ่งทีน่าสนใจที่สุดคือ "การสนับสนุนให้เว็บไซต์ไทย เปิดหูเปิดตา ไปออกตลาดโลกบ้าง" อย่างมัวอยู่แต่ในกะลาแบบนี้ ขอโทษนะ หากจะพูดอะไรแรงๆ ออกไป แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การรวมตัว พื้นฐานของ ธุรกิจเว็บไซต์ในเมืองไทยอ่อนแอมากๆ เรียกว่า "เหลวเป๋วได้เลย" สิ่งที่หลายๆ คนเคยบอกว่า "ภาษาไทย" จะเป็นตัวกั้นให้ ต่างชาติเข้ามาได้ยาก แต่วันนี้มันไม่ใช่แล้ว.
ตัวอย่างเจ๋งๆ เช่น Facebook เคสการเข้ามาในเมืองไทยของ Facebook น่าสนใจมาก .. เค้าเข้ามาโดยอาศัย concept ของ "Social Contribution" คือ ให้คนท้องถิ่นช่วยกันแปล Facebook เป็น Version ภาษาท้องถิ่น.. แค่นี้ Facebook ก็สามารถพัฒนา Facebook Version ไทยออกมาได้ดีๆ แล้ว โดยอาศัยคนไทยด้วยกัน "ช่วยกันแปล" เจ๋งมาก +100 สำหรับ Facebook แต่ในมุมกลับกัน คนไทย มั่วแต่พัฒนาเว็บไซต์เพื่อ "ตอบสนองคนไทยอย่างเดียว" มันก็แค่ตลาดเล็กๆ เท่านั้น ผมอยากเปิดตาคนพัฒนาเว็บไซต์ไทย ว่าออกไปสู่ตลาดโลกเหอะ "เมืองไทย เล็กไปสำหรับคนทำเว็บเมืองไทย" มองอะไรกว้างๆ หน่อย... พี่น้อง..!
http://translate.camfrog.com/< ขอบคุณมากครับ นีืคืออีกตัวอย่าง ที่อาศัย "Social Contribution" ที่อาศํยคนในท้องถิ่นที่ช่วยกันของทาง Camfrog
อุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทยอ่อนแอมากๆ
ปัญหามันอยู่ตรง ที่ "ฐานของอุตสาหกรรมเว็บไซต์ไทย มันอ่อนแอมากๆ" - เราเป็นผู้เสพมากว่าผู้สร้าง.! เราต้องการ "ผุ้สร้างใหม่ๆ" มากกว่านี้ ท้าเลย.. หากคุณคิดอะไรเกี่ยวกับเว็บไซต์แบบดีๆ เหี้ยๆ ทำเลยครับ... คิดว่าไม่ไหวใช้วิธี "สร้างทีม" และปรึกษาคนเก่งๆ "ทำให้เป็นจริงๆ ให้ได้" คนไทยเก่งๆ เยอะนะ แบบว่า เยอะฉิบหายเลยละ แต่ส่วนใหญ่ "ไม่กล้า ไม่เอาจริง หรือเอาจริงแล้วชอบลุยเดียว" สรุปสุดท้ายก็คือ.. จอดสนิท ผมไม่โทษใครหรอกแต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอุตสหกรรมไทยตอนนี้คือ "เราต้องการตัวอย่างดีๆ ที่สำเร็จ ที่เป็นตัวอย่าให้คนอื่นๆ เดินตาม" หากเรามีกลุ่มคนกลุ่มนี้เยอะๆ ผมว่ามันคือการวางรากฐาน และสร้างตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จให้คนอื่นๆ ได้เห็น และสร้างมุมมองดีๆ ว่าเราเองก็ทำได้เช่นกัน
ทางออกของอุตสาหกรรมเว็บไทย
ผมแนะนำเลยนะ สำหรับคนทำเว็บไซต์ ไอเดียดี + ทีมงานดี + Vision ดี + execution ดี ผมว่าคุณสำเร็จได้ไม่ยากเลยครับ ขาดอันไหน หาเติมเอาเลย ไม่ยากแล้วเดียวนี้ อยากให้ทุกคนที่ อ่านอยู่ หลับตา แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า "กูอยากทำโปรเจ็กอะไร ให้คนทั่วโลก หรือคนทั่วเอเซียใช้ดีวะ?" ทำให้ตัวเองเห็นมุมมองนี้ก่อน คนทำเว็บไทย "ลองเลิกคิด ว่า กูจะทำเว็บให้คนไทยใช้สิ" เปิดมุมมองออกไปกว้างๆ หน่อยสิ.. เสียดาย เรายังขาดตัวอย่างเจ๋งๆ น่ะ ผมว่าเรามีคนทำเว็บ รุ่นใหม่ อยู่ใน Twitter นี้เยอะ จำคำผมเอาไว้ คิดงานอะไร "คิดเพื่อคนทั่วโลก" แล้วผมเชื่อว่าโอกาสคุณจะเปิดกว้างมั่กๆ เลย อย่าอ่าน tweet ผมเพลินครับ ผมว่า "คุณ" เองก็สามารถมีไอเดียดีๆ ที่สามารถทำให้เว็บไทยโตไปในระดับโลกได้ คิดสิ คิดเว้ย.. อย่าเอาแต่อ่าน เป้าผมตอนนี้ ทำให้ E-Commerce ไทยออกไประดับโลก... แต่ผมคนเดียวคงไม่พอ... ผมอยากเห็นคนไทยอีกหลายๆ ทำอะไรที่แตกต่าง ทีมงานดี ๆมีอยู่รอบตัวครับ.! มีหลายเว็บเปิดโอกาสสร้างทีมได้ อย่ามั่วแต่ RT คำพูดผม ผมว่าไอเดียในหัวคุณ จะสามารถสร้างมุมมองให้คนอื่นๆ คิดได้... งัดมันออกมาเว้ย.! ฮ่าๆ ทำยังไงกันดี อ่าน Tweet ผมแล้ว "คุณมีไฟ" สร้างเป้าหมายของคุณเอาไว้ตอนนี้เลย (ก่อนที่มันจะหายไป) แล้วจับจ้องกับมัน นึกถึงมันในวันต่อๆ ไปแล้วหาทางทำมัน.!
จำคำผมว่า "ถ้าเอาแต่คิด แล้วไม่ได้ทำ ยังไงคุณก็ไม่โตหรอก" คิดแล้วทำ.. พลาดแล้วคือ ประสบการณ์ยังไงคุณก็โต.!
อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าคาดหวังว่าประเทศเราจะโตได้อย่างไร หากคุณ "ไม่คิดจะเริ่มจากตัวคุณเอง" คิดแล้วก็ทำ สนุกกับมัน เลิกคิดได้แล้วว่า มันทำไม่ได้ มีอุปสรรคนั้น นู้น เพราะแค่ "คุณคิดว่ามันทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ตั้งแต่คุณคิดแล้วละ" เปลี่ยนความคิดแล้วมาคิดกันว่า "จะทำยังไง เพื่อที่จะทำมัน ให้ได้ดีกว่า"
- 9 comments
- 1099 reads
สรุปภาพรวมของ E-Commerce ปี 2009
Submitted by pawoot on Mon, 28/12/2009 - 17:15ทางเดลินิวส์มาสัมภาษณ์ผมครับ ผมเห็นว่าคำตอบน่าสนใจ เลยนำมาสรุปเก็บเอาไว้ เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ครับ
- การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการค้าขายผ่านระบบออนไลน์
ในรอบปีที่ผ่านมา มีผลสรุปในความเห็นของท่านเป็ นอย่างไร (มีสถิติประกอบก็ได้ครับ)
>> ส่วนตัวผมมองในรอบปีที่ผ่านมา มีการค้าขายที่เติบโตขึ้นอย่างมาก ผู้ประกอบการเพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่น มีผู้ประกอบการมาเปิดเว็บไซต์ค้าขายออนไลน์ใน www.TARAD.com เพิ่มมากขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยตอนนี้มีร้านค้ารวม 167,000 ร้านค้า ยอดการค้าขายก็เพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้ประกอบการก็เริ่มมีการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น - รอบปีที่ผ่านมาได้เห็นการลงทุน การเข้าสู่ระบบของผู้ประกอบดั้
งเดิม และรายใหม่ มากราย การเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ท่านเห็นว่าดำเนินไปอย่างที่ ควรจะเป็นหรือไม่ ควรเพิ่มหรือลดสิ่งใด และมองเห็นว่า ยังมีประเด็นปัญหาใหม่ที่ สวนทางขึ้นมา ที่ควรต้องระวัง
>> ผมว่าที่ผ่านมามีทั้งผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เพิ่มขึ้นมา และมีบางส่วนทีหายไป แต่ภาพรวมคือมีผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่เข้ามาสู่โลก E-Commerce เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ซึ่งผมดูจากปัจจุบันผมว่า มันควร "จะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้" สิ่งใหม่ที่มีเพิ่มขึ้นมาคือ การเติบโตของ Social Network ซึ่งการค้าจะเริ่มขับเคลื่อน ผ่านไปยังการบริการเหล่านี้มากขึ้นโดยผมเรียกว่า "Social Commerce" การค้าผ่าน Social Network - ที่ผ่านมา เริ่มมีการนำระบบ หรือการลงทุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิ
กส์จากต่างประเทศเข้ามา ท่านเห็นว่า ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิ กส์ของไทยควรปรับตัวอย่างไร
>> ผู้ประกอบการไทยควรปรับตัว ให้ออกไปนอกประเทศมากขึ้น เพราะตลาดการค้าของ E-Commerce จะประสบความสำเร็จมากๆ เมื่อเรามองที่ตลาดโลก การเชื่อมโยง (Mashup) กับระบบต่างๆของต่างประเทศเช่น Google, Facebook ก็เป็นแนวทางทีจะทำให้ผู้ประกอบการไทยออกไปยังต่างประเทศได้เร็วมากขึ้น และควรพัฒนาตัวอย่างอยู่ตลอดเวลา คอยจับตาเทคโนโลยีใหม่ๆ และนำมาช่วยในการลดต้นทุน การบริหาร - ภาครัฐได้เข้ามาส่งเสริ
มบทบาทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้น เช่นการ จัดอบรม การประมูลออนไลน์กับอีเบย์ ท่านเห็นว่า เพียงพอหรือสอดรับกับความเป็ นไปของตลาดหรือไม่ ควรเสริมเพิ่มส่วนใดบ้าง
>> ผมว่าก็ถือเป็นแนวโน้มที่ดี ที่ภาครัฐหันมาให้ความสนใจกับ E-Commerce มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญตอนนี้คือ การทำงานของภาครัฐยังขาด การมองที่ "ภาพรวม (Frame Work)" ของ E-Commerce ของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้จาก ความซ้ำซ้อนการทำงานของภาครัฐหลายๆ หน่วยงาน ดังน้นการแก้ปัญหา คือการสร้างหน่วยงานกลาง ที่เข้ามารับผิดชอบงานด้านนี้อย่างชัดเจน "สำนักงานพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์" - การแข่งขันรอบปี 2553 น่าจะเป็นไปอย่างไร
>> น่าจะมันส์ และมีความหลากหลายของผู้ให้บริการหน้าใหม่ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเพิ่มขึ้นของผู้ให้บริการเดิม ซึ่งอาจจะเห็นการเข้ามาของต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะด้วยการขยายตัวและการขยายตลาดของผู้ให้บริการต่างประเทศที่จะเริ่มเข้า มามองตลาดในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น - กลุ่มสินค้าหลักที่จำหน่
ายระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ เป็นอยู่มีอะไรบ้าง ท่านเห็นว่าสินค้าใดน่าจะมี โอกาสเพิ่มขึ้นอีก
>> ตอนนี้หากสินค้าหลักของกลุ่ม B2C ยังเป็นกลุ่มสินค้าแฟชั่นเป็นหลัก รองลงมาก็เป็นสินค้าทางด้าน ไอทีและโทรศัพท์มือถือ ส่วนสินค้าประเภท นาฬิกาจิวเวลลี่ และของเล่น รวมถึง ของแต่งบ้าน-เฟอร์นิเจอร์ ก็เป็นหมวดหมู่สินค้าที่มาแรงและน่าสนใจเลยทีเดียว - ในปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาเปิดสอนพาณิชย์
อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เช่นนี้ จะทำให้ระบบการค้ าในประเทศไทยได้ผลดีมากน้อยเพี ยงใด
>> ปัจจุบันมีคนเข้าใจด้าน E-Commerce แท้จริง ยังไม่มากเท่าไร ดังนั้นการที่สถาบันต่างๆ เปิดสอนหลักสูตรทางด้าน E-Commerce จะทำให้ ทรัพยากรด้านบุคคลของไทยมีความเข้าใจ และการพัฒนาในด้าน E-Commerce มากขึ้น ซึ่งหากคนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในองค์กร หรือบริษัทต่างๆ ก็จะมีการนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาการค้าในรูปแบบใหม่ๆ ผ่าน E-Commerce เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
- Add new comment
- 430 reads
เทคนิคการปรับแต่งเว็บไซต์ E-Commerce ให้ประสบความสำเร็จ
Submitted by pawoot on Fri, 18/12/2009 - 11:54การขายของผ่านเว็บไซต์หรือ E-Commerce สิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ นอกจากการโปรโมตเว็บไซต์นั้นก็คือ "เว็บไซต์" ดังนั้นหากเราสามารถเตรียมเว็บไซต์ ของเราให้ "พร้อมกับการรองรับลูกค้า" ก็จะช่วยทำให้เว็บไซต์ E-Commerce ของคุณสามารถเพิ่มยอดขายได้ แต่คำถามคือ เราจะปรับเว็บไซต์ของเรา "ตรงไหน" และ "อย่างไร" ถึงทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์เราได้มากขึ้น ซึ่งลองมาดูคำแนะนำและวิธีการ ว่าทำอย่างไร ที่ผมได้วิเคราะห์เอาไว้ครับ แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผมแนะนำสำหรับ ลูกค้าที่ทำ E-Commerce โดยใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ของ TARADquickweb.com เป็นหลักครับ ซึ่งหากใครสนใจ ก็เข้าไปสมัครและเปิดเว็บไซต์ สำหรับการขายของได้ฟรีๆ เลยครับ [สมัครฟรี.! ที่นี่]
- 2 comments
- Read more
- 1592 reads
สรุปภาพรวมงาน "ล้วงตับจับกระแส แนวโน้ม E-Commerce 09"
Submitted by pawoot on Sat, 01/08/2009 - 14:39วันที่ 1 สิงหาคม 09 ทาง TARAD.com ได้จัดงานประจำปี TARAD Award โดยจัดเป็นงานสัมมนาใหญ่ชื่อ "ล้วงตับจับกระแส แนวโน้ม E-Commerce 09" ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขา พหลโยธิน มีคนมาลงทะเบียนมากกว่า 1,700 คน แต่สามารถรับเข้าร่วมงานได้เพียงแค่ 350 ท่านเท่านั้น ต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ ช่วงเช้ามี พี่วรวุฒิ จาก officemate.com คุณพรทิพย์ (อ้อ) จาก Google.com และผม ขึ้นเวที มีถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ ด้วยครับ
ช่วงเช้า
- Slide ของพี่วรวุฒิ "ฮ้วงจุ้ยของ E-Commerce"
- Slide ของคุณอ้อ "การเติบโตของ E-Commerce ในไทยกับ Search Engine"
- Slide ของผม "E-Commerce ในปี 2010"
ช่วงบ่าย
- Slide ของคุณอ้อ Google "การใช้ Adwords เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์"
- Slide ของเดย์ อรรคพล "การเริ่มต้นธุรกิจด้วย Search Engine Marketing"
หากมีเวลา จะมาเขียนเล่าให้ฟังครับ
ดูภาพบรรยกาศในงานไปก่อนนะครับ ขอบคุณทุกท่านมาก ๆครับ ที่มาร่วมงานวันนี้ครับ

ป้าย logo TARAD.com ใหญ่เท่าบ้าน
- 3 comments
- Read more
- 1092 reads
ฟังบทสัมภาษณ์ถึงวิธีการเริ่มต้นทำ E-Commerce
Submitted by pawoot on Mon, 11/05/2009 - 01:22ผมได้มีไปออกสัมภาษณ์รายการวิทยุ SME Today โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนเกี่ยวกับเรื่องการเริ่มต้นทำ E-Commerce ซึ่งเนื้อหาผมว่าน่าสนใจดีครับ เพื่อใครสนใจก็ลองฟังดูได้ครับต
E-Commerce กับการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส (ตอนที่ 1)
E-Commerce กับการเริ่มต้นธุรกิจ (ตอนที่ 2)
E-Commerce กับการเริ่มต้นธุรกิจ (ตอนที่ 3)
- Add new comment
- 1406 reads
สัมภาษณ์เจ้าของเว็บไซต์เฟอร์นิเจอร์ GengHeng.com ที่มียอดขาย 100% ผ่านเว็บไซต์
Submitted by pawoot on Sun, 12/04/2009 - 08:23VDO สัมภาษณ์คุณกิตกับคุณเหมี่่ยว ที่เปิดเว็บไซต์ ขาย Furniture www.GengHeng.com จนสามารถมียอดขาย 100% ผ่านเว็บไซต์ โดยมีลูกค้าจากทั่วประเทศ แต่ร้านค้าของเค้าอยู่ที่จังหวัดนนท์บุรี แต่สามารถเพิ่มยอดขายได้เป็นจำนวนมาก ผ่านเว็บไซต์ มาดูว่าเค้าทำกันยังไง ผ่านการสัมภาษณ์ครั้งนี้
- Add new comment
- 1765 reads
ฟังประวัติและแนวทางในอนาคต E-Commerce เมืองไทย
Submitted by pawoot on Thu, 08/01/2009 - 16:24วันนี้ทาง บริษัท research แห่งหนึ่งมาสัมภาษณ์ผม เกี่ยวกับ E-Commerce ในเมืองไทย ซึ่งพอผมให้สัมภาษณ์ไป ผมเห็นว่า สิ่งที่พูดไปนั้น ดูน่าจะมีประโยชน์เลยทีเดียว ก็เลยขอไฟล์สัมภาษณ์มาลงเก็บเอาไว้ครับ เพราะเนื้อหาในการสัมภาษณ์จะครอบคลุมถึง
- ประวัิติของ E-Commerce ในประเทศไทย
- การขยายตัวของ E-Commerce ในไทย
- การชำระเงิน การส่งของๆ ประเทศไทย
- แนวโน้มอนาคตของ E-Commerce ของไทย
- และอื่นๆ ... ลองฟังกันดูครับ
** เป็นครั้งแรกที่ผมใช้ imeem upload เก็บไฟล์เสียงด้วยวันนี้.!
- 3 comments
- 2312 reads
ขายอะไรผ่าน E-Commerce และเว็บไซต์ดีสุด?
Submitted by pawoot on Wed, 12/11/2008 - 15:57 เวลาผมไปสอน หรือไปเจอกับผู้ประกอบการ หลายๆ คนมักจะถามผมว่า หากจะขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ควรจะขายอะไรดี? ผมเองก็จะถามกลับว่า คุณมีสินค้าแล้วรึยัง? ซึ่งหลายคนก็จะบอกว่า มีุธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการนำธุรกิจหรือสินค้า-บริการ เข้ามาสู่ Internet และอีกส่วนใหญ่จะบอกว่า ยังไม่มีธุรกิจหรือสินค้าเลย แต่อยากจะรู้ว่าขายอะไรผ่านอินเทอร์เน็ต หรือทำ E-Commerce ขายอะไรดี ซึ่งวันนี้ผมจะมาให้ไอเดียวและคำแนะนำว่า สินค้าประเภทไหนที่เหมาะที่ขายผ่านเว็บไซต์ ลองมาดูกันนะครับ
E-Commerce ขายอะไรดี
- สินค้าราคาถูกว่าท้องตลาด
หากคุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆ ได้อีกด้วย แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอรเน็ตหรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูก ในท้องถิ่นของคุณซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัด ขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมรวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้ นี้คืิอตัวอย่างคร่าวๆ ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับ ว่าใกล้ๆ ตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้
- สินค้าเฉพาะกลุ่ม
สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน, สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ซึ่งการที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือนคนทั่วไป ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้วละก็ ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ
- สินค้า "ไม่" ยอดนิยม
ลองหาสินค้า ที่ "ไม่ค่อยนิยม" ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่ เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ "นิยม" ซึ่ง ทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จัก เป็นได้ยาก แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม
- สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆ คนเลือกใช้ ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น
- สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)
หากสินค้า หรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆ ได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าสินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก
- สินค้าที่มีน้ำหนักเบา
การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จะได้มีความได้เปรียบ ในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆ ขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำใ้หการค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเีบียนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน - สินค้าที่มีเรื่องราว
สินค้าหรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบด้วย จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขาย เครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย
- สินค้าที่หายาก
สินค้าที่หายากย่อมมีคนต้องการ แต่เนื่องจากเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เป็นไปได้ง่าย ดังนั้นหากคุณขายสินค้าที่หายาก และทำให้คนสามารถหาเจอได้ง่ายๆ ในอินเทอร์เน็ต เช่น.คน ค้นหา (search) เจอได้ง่ายโอกาสการขายก็เป็นไปได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างสินค้า เช่น พระเครื่องเก่าๆ, ของเก่า-ของสะสม ประเภทต่างๆ เป็นต้น
- สินค้าที่สามารถ ทำด้วยตัวเอง (Do it yourself - DIY)
- Read more
- 8872 reads
มาดูผลการสำรวจ การจองตั๋วเครื่องบิน ทางออนไลน์ ของคนไทยว่าเป็นยังไงกันบ้าง?
Submitted by pawoot on Wed, 15/10/2008 - 15:14มาดูผลการสำรวจ การจองตั๋วเครื่องบิน ทางออนไลน์ ของคนไทยว่าเป็นยังไงกันบ้าง? โดยทางสายการบิน British Airways ได้ให้ทาง สวนดุสิต โพล ทำการสำรวจ โดยสำรวจไปยังกลุ่มคนทำงานในย่าน office หลายแห่ง และจำนวนคนตอบแบบสอบถามเป็นกลุ่มคนทำงาน หรือผู้บริหารรวม 516 คน รายได้เกิน 50,000 บาท/เดือน มาดูกันว่า คนเหล่านี้มีพฤติกรรมการจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ยังไงบ้าง บางข้อผมก็ตกใจเหมือนกันครับ (ผลสำรวจของปี 2008)
ข้อที่ผมตกใจคือ คนทำงาน (อาจจะเป็นผู้บริหาร) ส่วนใหญ่ นิยมจองตั๋วเครื่องบินเอง มากถึง 39% ซึ่งผมไม่คิดว่าจะเยอะแบบนี้เพราะคิดว่า เค้าน่าจะมี ทีมหรือเลขา คอยช่วยทำการจองตั๋วให้ ซึ่ง ผลของการให้ เลขาจองให้ ประมาณ 16% เท่านั้นเอง.
- 3 comments
- 2594 reads
วิเคราะห์กระแส E-Commerce ในไทยและทั่วโลก ปี 51- ปี 52
Submitted by pawoot on Mon, 13/10/2008 - 00:09ช่วงนี้ทั่วโลกกำลังเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจถดถอยกันทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นจากอเมริกา หรือในยุโรป ซึ่งรวมถึงเข้ามาในประเทศไทย ที่หลายๆ คนบอกว่า "กำลังซื้อ" กำลังจะเริ่มลดลงเพราะหลายๆ คนเริ่มเก็บเงินและไม่กล้าจับจ่าย เพราะต้องการประหยัดและเก็บเงินเอาไว้เตรียมตัวรับสภาพของการหดตัวของเศรษฐกิจ หลายๆ คนเริ่มตั้งคำถามว่า การหดตัวของเศรษฐกิจและการลดการซื้อของ ของผู้บริโภคจะกระทบกับ การซื้อ-ขายหรือการทำการค้าในโลกออนไลน์ หรือ E-Commerce หรือไม่? วันนี้ผมจะมาให้คำตอบเรื่องนี้กัน
จากตัวเลขของการซื้อของออนไลน์ ในประเทศอเมริกาในปี 2007 ที่ผ่านมาโดย comScore บอกว่า ในอเมริกามีการซื้อขายผ่าน E-Commerce มากถึงเกือบ 4 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว ($123 พันล้านบาท) ซึ่งตัวเลขการซื้อขายออนไลน์นี้ยังไม่รวมการซื้อขายผ่านการประมูลสินค้าและการซื้อของบริษัทองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งหากมีการรวมตัวเลขเข้าไปน่าจะมีเพิ่มมากขึ้นอีกหลายพันล้านเลยทีเดียว
- 3 comments
- Read more
- 3705 reads





Recent comments
19 hours 11 min ago
20 hours 10 min ago
21 hours 38 min ago
4 days 6 hours ago
4 days 16 hours ago
5 days 3 hours ago
1 week 3 days ago
1 week 4 days ago
1 week 4 days ago
1 week 5 days ago