ผมพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนที่อังกฤษมาครับ ได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือไลฟ์สไตล์ของคนอังกฤษที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ เยอะเลยทีเดียว อย่างในอาเซียนหลาย ๆ ประเทศจะเห็นว่า QR Code เริ่มมาแล้วหรือในฝั่งอเมริกาที่ตอนนี้ยังนิยมใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าอยู่

แต่ฝั่งทางอังกฤษผมพบว่าเป็นประเทศที่นิยมใช้เทคโนโลยีแบบ เพย์เวฟ (payWave) คือการใช้บัตรแตะ ซึ่งตอนนี้เมืองไทยเองเริ่มมีเข้ามาประมาณ 1-2 ปีแล้วแต่คนไทยยังไม่ค่อยใช้ตัวนี้กันมากเท่าใดนัก ในอังกฤษการชำระเงินด้วยเพย์เวฟนั้นนิยมใช้กันมากแทบทุกร้าน หรือแม้แต่ในตลาดนัดมีบางร้านรับเฉพาะเวฟเท่านั้นไม่รับเงินสดเลยก็มี

ผมเข้าใจว่าในฝั่งของยุโรปในแง่ของการโกงเรื่องของบัตรเครดิตจะมีมากสักนิดนึง ฉะนั้นสิ่งที่เห็นได้ชัดเลยเวลาที่เราไปทางฝั่งยุโรปหรืออังกฤษ เมื่อจะชำระสินค้าคนขายจะหยิบเเครื่องรูดบัตรแบบไร้สาย (Wireless EDC) ให้เรารูดบัตรหรือแตะบัตรมาให้ ทำให้เรื่องของความปลอดภัยมีมากขึ้น 

ในแง่ของการใช้งานซึ่งผมเปรียบเทียบกับครั้งที่ไปอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว ผมมองว่าที่อังกฤษนี่มีอัตราการใช้เงินสดสูงกว่า ในขณะที่อเมริกาอย่างการซื้อกาแฟ 1 แก้วราคาเหรียญเดียวเขาก็หยิบบัตรเครดิตขึ้นมาจ่ายแล้ว ขณะที่อังกฤษยังใช้เงินสดอยู่บางส่วน และแง่ของการใช้บัตรเครดิตทุกบัตรรองรับการทำเวฟหมดแล้ว

ขณะเดียวกันการซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตหลาย ๆ แห่งที่ผมมีโอกาสเข้าไปซื้อจะเป็นแบบ self service ทั้งหมด คือจะไม่มีพนักงาน เวลาจะชำระเงินก็นำสินค้าไปแตะที่เครื่องเอาเอง จ่ายเงินเอง ซึ่งตอนนี้ซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งในประเทศไทยก็เริ่มมีบ้างแล้ว 

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของถุงพลาสติกที่ตอนนี้ในหลายประเทศไม่มีให้บริการแล้ว อยากได้ถุงอะไรก็ตามเราต้องซื้อเองซึ่งผมว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกันครับ พอดีช่วงที่ผมไปการประท้วงรณรงค์เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งคนในฝั่งยุโรปเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงมาก

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่เห็นได้ชัดเหมือนกันก็คือ สังคมของเขาเริ่มขยับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ สตาร์ทอัพต่าง ๆ ที่เริ่มมีมากขึ้น ๆ ซึ่งผมไปเจอตามจุดโฆษณาต่าง ๆ อย่างรถไฟฟ้า แท็กซี่ หรือตามป้ายต่าง ๆ จะเห็นโฆษณาของบรรดาผู้ให้บริการเทคโนโลยีทั้งนั้นเลย เช่น แอปพลิเคชันเกี่ยวกับการหาร้านอาหาร เทคโนโลยีเกี่ยวกับความสวยความงาม ฯลฯ ฉะนั้นจึงเห็นได้ชัดคือคนของเขาได้ปรับตัวกันไปแล้ว

และที่เรารู้กันว่าอังกฤษกำลังจะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปซึ่งเรื่องนี้ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับเพื่อนชาวแอฟริกาใต้ที่ย้ายตัวเองมาทำงานที่อังกฤษ ประเด็นที่น่าสนใจคือตอนนี้อังกฤษเปิดโอกาสให้คนมาทำธุรกิจ ซึ่งบอกได้เลยว่าประเทศอังกฤษไม่เคยอยู่ในหัวผมเลยเรื่องของการทำธุรกิจ แต่พอได้คุยกับเพื่อนคนนี้ที่ทำธุรกิจอยู่ที่นั่นจึงเกิดความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ที่มาของความน่าสนใจก็คือเพื่อนคนนี้ทำธุรกิจขายของออนไลน์ เขาผลิตสินค้าซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นของเหลว เช่น น้ำมัน ช่วยให้สามารถเทของเหลวออกมาได้เลยโดยไม่เลอะเทอะ เขาผลิตอุปกรณ์ตัวนี้มาหลายปีแล้วและขายอยู่ใน Amazon ใน eBay และในหลาย ๆ ที่ โดยให้โรงงานผลิตสินค้ามาและเขาจะนำสินค้าเข้าสู่ออนไลน์และส่งสินค้าไปเข้าโกดัง amazon ทั่วโลก เขาว่าแค่นี้ก็ทำให้มีรายได้มากเลยทีเดียว

ผมกลับมามองที่เมืองไทยว่าจริง ๆ เรามีของดีอยู่เยอะแต่เรามัวแต่ขายกันอยู่ในเมืองไทยเท่านั้น แม้เราผลิตสินค้าดีมีดีไซน์สวยงามแต่ต้องยอมรับว่าเมืองไทยเราไม่ค่อยให้มูลค่ากับของที่มีนวัตกรรมหรือมีดีไซน์เท่าใดนัก ทำไมเราไม่เอาสินค้าที่ผลิตขึ้นมาและมีดีไซน์ที่ดีนำออกไปขายในต่างประเทศเสียเลยล่ะ ตอนนี้ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซต่างประเทศเริ่มเข้ามาหาสินค้าจากประเทศไทยเอาไปขายในต่างประเทศ โดยเฉพาะเอาไปขายใน Amazon ใน eBay หรือเอาไปขายในเว็บ Rakuten ของญี่ปุ่นซึ่งผมเริ่มเจอมากขึ้น ๆ แล้ว 

ผมเคยเจอคนต่างประเทศหลายคนที่อาศัยอยู่ประเทศไทยและมีหน้าที่หาสินค้าจากตลาดบ้านเราเพื่อนำไปขายในหลายประเทศทั่วโลก มีอยู่รายหนึ่งที่นำออกไปขายในเว็บของจีนซึ่งหลายคนคิดว่าจีนมีแต่อาลีบาบา แต่จริง ๆ แล้วตอนนี้มีแอพอยู่ตัวหนึ่งที่ค่อนข้างจะโด่งดังมากชื่อว่า Wish.com หรืออีกแอพคือ Banggood.com และอีกหลาย ๆ ตัวที่เกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ จะเห็นว่าจริง ๆ มีผู้ให้บริการขายของที่เป็นมาร์เก็ตเพลสอยู่อีกมากมายเลยทีเดียว 

ประเทศไทยเรามีโอกาสมากเลยทีเดียว เราเป็นโรงงานเป็นแหล่งผลิตสำคัญของอาเซียน เราจะปล่อยโอกาสให้คนต่างชาติมาเอาของไทยไปขายอย่างนั้นหรือ ยิ่งได้ไปอังกฤษยิ่งเป็นการย้ำว่าไม่ใช่แค่ในอาเซียนเท่านั้น ในฝั่งยุโรปก็ยังมีโอกาสรออยู่เสมอสำหรับคนไทยที่ต้องการทำธุรกิจ

ใครที่อยากจะศึกษาข้อมูลของบริษัทต่าง ๆ ที่อังกฤษ มีเว็บไซต์คล้าย ๆ เว็บ Creden.co ของที่ผมทำอยู่ซึ่งเป็นเว็บสำหรับการเช็กข้อมูลของบริษัททั้งประเทศไทย สำหรับประเทศอังกฤษลองไปที่ https://beta.companieshouse.gov.uk ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของภาครัฐ คุณสามารถเช็กข้อมูลได้ทุกบริษัทในอังกฤษทั้งคู่ค้า คู่แข่ง หรือดูว่าตลาดเป็นอย่างไร 

หากมีเวลาว่าง ๆ ลองเข้าไปศึกษาข้อมูลของตลาดต่างประเทศดูก็ดีนะครับ ลองเสิร์ชดูว่าเราขายสินค้าประเภทอะไรแล้วลองเติมคำว่า ‘อังกฤษ’ หรือ ‘uk’ เข้าไป ลองเข้าไปดู Amazon หรือ eBay ของประเทศอังกฤษว่าเขาขายอะไรบ้าง พฤติกรรมเป็นอย่างไร ซึ่ง Amazon ถือว่าเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในฝั่งยุโรปและเป็นช่องทางที่ดีที่สุดครับในตอนนี้