ทุกวันนี้หลายคนทำธุรกิจกันอย่างหลากหลาย แต่มักจะไม่ได้มีการวางแผนสินทรัพย์ (Asset Allocation) ของตัวเอง ไม่รู้ว่าตนเองมีสินทรัพย์หรือความมั่งคั่ง (Wealth) อยู่เท่าไหร่

ความมั่งคั่ง (Wealth) คืออะไร 

เราทราบกันดีว่า money คือเงิน และ wealth คือความมั่งคั่ง มันฟังดูเว่อร์วังมากแต่จริง ๆ ผมว่า Wealth มันคือสินทรัพย์ของเราทั้งหมดที่มีอยู่นั่นแหละครับ ไม่จำเป็นต้องรวยล้นฟ้า เราเป็นระดับคนทำงานก็สามารถรู้ได้ว่าเรามีสินทรัพย์อะไรได้ด้วยเหมือนกัน

ทุกคนอยากรวยแต่เราต้องคำถามก่อนว่า คำว่ารวยของคุณนั้นเท่าไหร่จึงจะเรียกว่ารวย ซึ่งหลายคนจะตอบไม่ได้ นี่เป็นคำถามที่เราต้องถามตัวเองก่อนว่าเท่าไหร่เราถึงจะเรียกว่ารวย บางคนบอกหลักล้านแต่บางคนบอกหลักร้อยล้าน ฉะนั้นนิยามคือการเทียบกับความพอใจของตัวเอง

ไม่มีใครรวยจากการเป็นมนุษย์เงินเดือน ดังนั้นผมจึงอยากบอกว่า เราต้องตั้งเป้า (goal) ก่อน อย่างแรก คือ เท่าไหร่ เราจึงจะรวย สอง เมื่อไหร่ เราถึงจะมีเงินก้อนนั้น เมื่อเราตั้งเป้าและตั้งเวลาไว้แล้ว ลองย้อนกลับมาดู gap ย้อนกลับมาดูปัจจุบันว่าเรามีสินทรัพย์ มีรายได้ มีเงินอยู่เท่าไหร่ ตรงนี้เองเราจะเริ่มเห็นความแตกต่างว่า ถ้าเรายังทำอย่างเดิมต่อไปเรื่อย ๆ เราจะถึงเป้าหมายได้หรือไม่ เรายังมีช่องว่างหรือเรายังขาดอีกเท่าไหร่

เมื่อถึงจุดนี้เราจะเริ่มเห็น gap และเห็นโอกาส เราจะเริ่มกลับมามองตัวเองว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้มีรายได้มากขึ้น สมองจะถูกสั่งการว่าเราจะมีวิธีการอย่างไรที่เราจะไปถึงเป้าหมายได้ เช่น การทำงานแบบเดิมอาจจะไม่เพียงพอ อาจต้องมีงานอย่างอื่นเสริม คำถามต่อมาคือต้องทำเท่าไหร่ในแต่ละเดือน เมื่อมีรายได้บางส่วนเข้ามาอาจจะเอาไปลงทุนต่อ ฯลฯ ตรงนี้แหละครับที่กำลังเข้าไปสู่ขั้นตอนการวางกลยุทธ์

การลงทุนมีหลายอย่าง ผมอยากให้ทุกคนเริ่มจากเป้าก่อนว่าเรามีอย่างไร เราจะเดินไปสู่เป้าได้อย่างไร และสุดท้ายกลยุทธ์ใดที่จะทำให้เป้าเป็นจริงได้ ผมจะใช้กลยุทธ์นี้เวลาที่ไปลงทุนในสตาร์ทอัพต่าง ๆ คือผมจะชาลเล้นจ์จะท้าทายให้พวกเขาต้องโตให้ได้ 200% ทำให้พวกเขาต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไร 

ผมพยายามผลักดันให้พวกเขาคิด beyond หรือเกินกว่าที่คิดแล้ว เมื่อตั้งเป้าเอาไว้แล้วโดนพุชให้เกินลิมิตตัวเอง สมองจะคิดวิธีใหม่ขึ้นมา วิธีนี้ sme ก็ทำได้ แต่สิ่งที่ห้ามพูดเด็ดขาดคือคำว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อใดที่เราพูดว่า ยาก เป็นไปไม่ได้ สมองเราจะสั่งการให้ตัดความคิดนี้ทันที จะหยุดคิดทันที 

ผมจะเข้าไปโค้ชน้อง ๆ ว่าเขาทำได้ จะมีวิธีการอะไรบ้าง สมองจะคิดอะไรนอกเหนือจากที่สิ่งเราคุ้นชิน ผมอยากจะฝากทุกคนว่าบางทีเราอาจต้องตั้งเป้าของชีวิตที่มีความท้าทายสักนิดนึง แต่ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าหรือมีเป้าหมายไว้อย่างเดียว แต่ต้องมองย้อนกลับมาด้วยว่าการจะไปถึงเป้าหมายนั้นมีช่องว่างขนาดไหน และเราจะทำอย่างไร ทำเท่าไหร่ ทำเมื่อไหร่ และใครทำ สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เราสามารถปิดช่องว่างนั้นได้ แล้วกลยุทธ์จะเริ่มเกิดขึ้น

ผมจะสอนน้อง ๆ เสมอว่าให้เปรียบเทียบว่าธุรกิจของเราเป็นเครื่องบินเครื่องยนต์เดียวที่บินได้สูงในระดับหนึ่ง แต่หากต้องการบินสูงขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เครื่องยนต์ตัวเดียวไม่พอในการสร้างรายได้ บางครั้งเราต้องมี Growth Engine หรือเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ในการทำให้ธุรกิจของเราโตได้มากขึ้นกว่าเดิม 

เรื่องของ Asset Allocation ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนมักจะไม่รู้ว่าตัวเองมีสินทรัพย์ มีความมั่งคั่งอยู่เท่าไหร่กันแน่ บางทีเรามีเงินในบัญชีธนาคาร มีสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่กระจายอยู่หลายรูปแบบ ปัญหาคือข้อมูลเหล่านี้กระจัดกระจายมากและไม่เคยเอาข้อมูลเหล่านี้มารวมกัน

ที่ผ่านมาผมเองก็เจอปัญหานี้เช่นกัน ฉะนั้นผมจึงทำไฟล์ขึ้นมาไฟล์หนึ่งใน Google Sheet และมาเก็บข้อมูล โดยแบ่งสินทรัพย์ของตัวเองออกเป็น 2 ระดับ อย่างแรกคือ สินทรัพย์เทียบเท่าเงินสด คือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1-2 วัน 

เช่น หนึ่งอาจจะมีเงินสด สองนำเงินไปลงทุนในกองทุนซึ่งสามารถขายและสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ในอีก 1-2 วัน สาม อาจจะลงทุนในพวกหุ้น ทองคำหรืออาจจะเป็นคริปโต (ในช่วงที่ดี) สินทรัพย์เหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในเวลา 1-3 วัน 

นี่คือสิ่งที่ผมพยายามแทร็กตัวเองไว้ตลอด บัญชีเงินสด ผมจะมีเป็นไฟล์ Google Sheet ว่าเงินในบัญชีแต่ละธนาคารมีอยู่เท่าไหร่ เปิดกองทุนหรืออื่น ๆ อยู่กี่ธนาคาร มีเท่าไหร่ เปิดพอร์ตหุ้นไว้ที่ไหนมูลค่าเท่าไหร่ ทองคำที่มีอยู่มีกี่บาท ณ วันนี้ราคาเท่าไหร่ หรือแม้แต่คริปโตก็ตาม ในแต่ละวันผมจะสแนปชอตไว้เลยว่ามี wealth ทั้งหมดอยู่เท่าไหร่ 

อีกอย่างที่ผมทำคือ การลงทุนระยะยาว เช่น ซื้อประกัน ที่ดิน รถยนต์ ลงทุนอย่างอื่น ปล่อยกู้ ฯลฯ เหล่านี้ผมก็จะเก็บข้อมูลไว้ว่าปัจจุบันผมมีการลงทุนแบบ Long-term Investment ที่ไหนบ้าง 

ฉะนั้น เมื่อนำ สินทรัพย์เทียบเท่าเงินสดกับการลงทุนระยะยาว มาบวกเข้าด้วยกัน จะทราบเลยว่าวันนี้เรามีสินทรัพย์หรือความมั่งคั่งทั้งหมดเท่าไหร่ และจะรู้ว่าเปอร์เซ็นต์หรือสินทรัพย์ของเราไปกองอยู่ในสินทรัพย์ประเภทไหนบ้าง ฉะนั้น เราจะเริ่มเห็นสโคปของสินทรัพย์หรือความมั่งคั่งว่าไปอยู่ส่วนไหนบ้าง ซึ่งหลายคนไม่ได้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เลย 

นี่คือการทำ Asset Allocation การนำข้อมูลเหล่านี้มาเก็บเอาไว้ จะเก็บเป็นเดือน ๆ หรือเป็นควอเตอร์นำมาเปรียบเทียบสินทรัพย์ของเราว่ามีมากขึ้นหรือไม่ เราไปลงทุนอะไรเพิ่มขึ้นหรือลดลง ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าต่อไปชีวิตเราจะมีสินทรัพย์เท่าไหร่ เราจะโตต่อไปอย่างไร โตจากการลงทุนอะไรจากสินทรัพย์เหล่านี้ครับ