ต้องบอกว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในบ้านเรามีหลายรูปแบบและมาร์เก็ตเพลสก็เป็นรูปแบบหนึ่ง คือเป็นลักษณะของเว็บที่รวมร้านค้าอยู่ข้างในมากมาย มีสินค้าต่างๆ มากมาย มาร์เก็ตเพลสใหญ่ๆ เช่น Lazada, Shopee, 11street หรือแม้แต่ TARAD.com เองที่เมื่อก่อนเราก็เน้นรูปแบบนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้มีการแข่งขันสูงมากเพราะทุกคนก็ต้องการให้คนนึกถึงเว็บตัวเองก่อนหากมีการนึกถึงอีคอมเมิร์ซหรือการซื้อสินค้าออนไลน์

วิธีการที่ง่ายที่สุดคือทำให้ลูกค้าคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าผ่านเว็บของตนเองเป็นประจำเสียก่อน วิธีการที่ดีที่สุดก็คือการกระตุ้น การซื้อโฆษณามหาศาลทั้งวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ บิลบอร์ด แจกส่วนลดต่างๆ ฯลฯ มาร์เก็ตเพลสเจ้าใหญ่ๆ ทั้ง Lazada และ Shopee ต่างก็ทุ่มเงินมหาศาลและยอมขาดทุนหลายพันล้าน 

สำหรับ 11street ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่เกาหลีชื่อว่า SK Planet อยู่ในกลุ่มของค่ายบริษัทมือถือที่ชื่อ SK Telecom และมีทีมงานผู้บริหารทั้งหมดมาจากเกาหลี เข้ามาในตลาดของไทยได้ปีกว่าๆ แต่บังเอิญว่าเข้ามาในจังหวะที่ไม่ดีนักเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในเวลาของความเศร้าคือในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต จึงมีการห้ามทำการเอิกเกริก ห้ามไม่ให้มีการโปรโมตต่างๆ จึงทำให้ปรากฎตัวเองไม่ได้เกือบปีทั้งที่มีการเตรียมพร้อมจะเปิดตัวอยู่แล้ว 

จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปจึงมีการเตรียมเปิดตัวเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว มีการอัดโปรโมต การลงโฆษณาจำนวนมาก เห็นจากการโฆษณาบนรถไฟฟ้าที่มีการห่อด้วย 11street หมดเลย ใช้พรีเซนเตอร์เป็นดาราดังทั้งไทยและเกาหลีลงโฆษณาเต็มไปหมด ซึ่งตรงนั้นน่าจะใช้เงินหลายร้อยล้านมากในการโปรโมต ซึ่งในตอนนั้น 11street ถูกมองว่าน่าจะมาเป็นอันดับสองรองจากลาซาด้าแน่ๆ ปรากฏว่าบังเอิญเป็นช่วงเดียวกับที่ Shopee กำลังเริ่มอัดเม็ดเงินเข้ามาเช่นกัน 

อย่างที่เคยบอกไปหลายครั้งว่ามาร์เก็ตเพลสนั้นมีพื้นที่ให้แค่เบอร์หนึ่งกับสองเท่านั้น ไม่มีพื้นที่ให้กับเบอร์สาม ซึ่ง 11street เองน่าจะคาดหว้งว่าตัวเองจะเป็นเบอร์สอง แต่เมื่อมีตัวแปรใหม่อย่าง Shopee เข้ามาอย่างรุนแรงมาก แถมยังมีข่าวการจับมือของ JD.com กับเครือเซ็นทรัล

ประกอบกับปัจจัยสำคัญคือทางกลุ่มบริษัทแม่ของ 11street มีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง และน่าจะมองเห็นว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ทำเงินจึงเริ่มทำการขายธุรกิจของ 11street ที่เป็นอีคอมเมิร์ซในประเทศอื่นๆ ออกไป เช่น ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสุดท้ายในประเทศไทยก็มีการพูดคุยในเรื่องการขายและการหาพาร์ทเนอร์ ซึ่งในธุรกิจอีคอมเมิร์ซนี้ต้องใช้เงินจำนวนหลักหมื่นล้านและนโยบายบริษัทแม่คือหากว่าหาพันธมิตรใหม่ไม่ได้ก็คือต้องปิด ตามข่าวที่ทราบกันก็คือในที่สุดก็ได้คุณกึ้ง เฉลิมชัย มหากิจศิริ เป็นคนซื้อไป 

เท่าที่ผมได้พูดคุยกับคุณกึ้งก็คาดว่าเมื่อซื้อไปแล้วน่าจะไม่ได้นำลงมาสู้ในสนามนี้ แต่อาจจะนำไปรีแบรนด์ใหม่เป็นนิชมาร์เก็ตหรือเป็นตลาดเฉพาะไป เพราะสนามรบนี้ต้องใช้เงินมหาศาลในหลักหมื่นล้าน ตอนนี้ที่รบกันอยู่นี้ก็ใช้เงินปีละเป็นพันสองพันล้านแล้ว บอกได้เลยว่ารบกันอย่างต่ำ 3 ปี จนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไป

ตัวอย่างเหตุการณ์ทำนองนี้เห็นได้จากที่อินเดียที่ฟลิปคาร์ทและอเมซอนต่างเทเงินกันปีละเป็นหมื่นล้านเพื่อสู้กัน เป็นเกมการต่อสู้ที่จะเหลือผู้ชนะที่เลือดออกแต่ยังยืนอยู่ได้เพียงคนเดียว และตอนนี้ตลาดของไทยเป็นอย่างนั้น

แต่ที่สนใจคือกระแสของ Shopee นั้นมาแรงมากในช่วงปีที่แล้วถึงปีนี้ด้วยกลยุทธ์ที่ให้ทุกอย่างฟรีหมด คือ Shopee เดินเกมด้วยความต้องการกินมาร์เก็ตแชร์ จึงใช้วิธีการที่ว่าใครมาเปิดร้านกับ Shopee ไม่ต้องจ่ายค่า fee ค่าคอมมิชชั่น 0% ค่าเพย์เม้นท์ถ้าลูกค้าซื้อสินค้าถึงเกณฑ์กำหนด Shopee ออกค่าขนส่งให้ ฯลฯ

Shopee ใช้กลยุทธ์ Subsidy ทุกอย่าง ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้ผลมากอย่างที่ไต้หวัน Shopee เขย่าบัลลังก์เบอร์หนึ่งของที่นั่นเรียบร้อยแล้ว และกลยุทธ์นี้ก็ถูกใช้ในประเทศไทยและหลายๆ ประเทศ ทำให้ตอนนี้ Shopee เติบโตเร็วมากในอาเซียน ซึ่งไปส่งผลกระทบกับ Lazada แล้วด้วย ร้านค้าต่างๆ เริ่มไปลงขายใน Shopee มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องโดนค่า fee จนล่าสุด Lazada ต้องประกาศทุบหม้อข้าวตัวเองด้วยการไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นแล้ว เหมือนเป็นการประกาศพร้อมรบสำหรับ Lazada ศึกนี้เป็นศึกแห่งการเผาเงินจริงๆ ครับ

สมรภูมิอีคอมเมิร์ซในตอนนี้ยังไปกระทบกับ JD.com ที่กำลังเปิดตัว เพราะ JD.com เข้ามาเป็นโมเดลที่มีการเก็บคอมมิชชั่นและอื่นๆ ในขณะที่ตอนนี้คนอื่นๆ ไม่เก็บคอมมิชชั่นหรือค่าอื่นๆ แล้ว ถือว่าเป็นเกมการรับน้องใหม่ที่ดูจะมันมากทีเดียว

แต่จุดเด่นของ JD.com ก็มีความแตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อยนั่นคือ JD.com ของประเทศไทยจะเป็นสินค้าที่มีแบรนด์ มีความน่าเชื่อถือ เป็นของแท้มีการการันตีที่แน่นอน จะเป็นการจับกลุ่มลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งบางส่วนก็ยังใกล้เคียงกัน บอกได้เลยว่าศึกอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ 

สุดท้ายของศึกครั้งนี้เมื่อมีการชนะแบบเบ็ดเสร็จนั่นคือเมื่อเบอร์หนึ่งชนะทิ้งห่างไปจนเบอร์สองหมดแรงแล้ว เมื่อผู้ชนะเริ่มคุมมาร์เก็ตได้ทั้งหมดแล้ว การกลับมาเก็บคอมมิชชั่นจะเริ่มขึ้น หรือการจะสร้าง revenue รูปแบบอื่นอาจปรากฏขึ้น ซึ่งตอนนี้คนที่ได้เปรียบที่สุดคือผู้บริโภค เพราะทุกอย่างลดราคา ทุกอย่างฟรีหมด และในฝั่งของผู้ขายก็แฮปปี้เพราะจากที่โดนชาร์จโน่นนี่ก็จะไม่โดน ขายได้กำไรเต็มที่มากขึ้น

ยิ่งตอนนี้ Shopee เริ่มไปเขย่าตามหน้าร้านค้าทั่วไปแล้ว เช่น คุณไปยืนซื้อของอยู่หน้าร้านค้าแล้ว เจ้าของร้านกลับบอกว่าให้คุณหยิบมือถือซื้อมาผ่าน Shopee ดีกว่าเพราะร้านค้าจะได้รับผลประโยชน์เพิ่มมากกว่า

จากศึกของยักษ์ใหญ่ทั้งคู่รวมถึง JD.com ที่เพิ่งเข้ามา สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือกำลังซื้อมหาศาลจะไม่ถูกดึงมาจากแค่ที่เป็นฝั่งออนไลน์แต่เพียงเท่านั้น กำลังซื้อจากฝั่งออฟไลน์ จากตามตลาดนัด ตลาดสด ฯลฯ ก็จะถูกกระชากเข้ามาในออนไลน์มากขึ้น

การสู้กันของยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งให้อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยโตเร็วมากยิ่งขึ้น ระบบขนส่งต่างๆ จะพัฒนาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันจะเป็นการปูทางให้คนไทยกระโดดเข้ามาในออนไลน์ไม่ใช่แบบที่เป็นธรรมชาติ 

นอกจากนี้ ยังมียักษ์ใหญ่อีกตัวที่กำลังซุ่มมองอยู่เช่นกัน นั่นคือ Amazon ผมก็แอบวิเคราะห์ว่าถ้าเขาจะเข้ามาตอนนี้ก็ดูว่าอาจจะสายไปแล้ว แต่ถ้าหากว่าเขาจะเข้ามาจริงๆ อาจใช้วิธีอื่น เช่น ซื้อกิจการคนอื่นเลยแทนที่จะต้องมาสร้างเอง เข้ามาก็ยืนเด่นเป็นสง่าในอาเซียนได้เลย ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เหมือนกัน เป็นการวิเคราะห์เล่นๆ ของผม แต่ผมว่าอย่างไร Amazon ก็ต้องมาแต่จะมาแบบไหนก็แค่นั้น